ระบบกันขโมยด้วย Raspberry Pi ถ่ายภาพส่งขึ้น Dropbox

.

ระบบกันขโมยด้วย Raspberry Pi ถ่ายภาพส่งขึ้น Dropbox

อภิรักษ์ นามแถ่ง

(aphirak112@gmail.com)

งบประมาณ 2,900 บาท

 

                โครงงานนี้เป็นการนำเอา Raspberry Pi มาใช้เป็นระบบกันขโมย เมื่อมีผู้บุกรุกผ่านมาในเขตหวงห้ามเครื่องจะถ่ายรูปอัพโหลดขึ้น Dropbox โดยอัตโนมัติทำให้เราเห็นภาพได้ทันที ที่สำคัญสามารถดูผ่านอินเทอร์เน็ตได้เลย

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โครงงานนี้จะเสนอเครื่องตรวจจับการบุกรุกในพื้นที่ที่ต้องการความปลอดภัยอย่างเช่นภายในบ้านหรือบริเวณบ้านของท่าน เพื่อเป็นการป้องปรามและตรวจสอบการบุกรุกต่อผู้ที่ไม่ประสงค์ดี

โครงงานระบบกันขโมยด้วย Raspberry Pi ถ่ายภาพส่งขึ้น Dropbox นี้จะทำหน้าที่ตรวจสอบการบุกรุกเข้าบริเวณที่กำหนดไว้ มีเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเป็นตัวตรวจจับหากมีผู้บุกรุกเข้ามาพื้นที่หวงห้าม ระบบจะถ่ายภาพและส่งขึ้น Dropbox เป็นบริการซิงก์และฝากไฟล์ข้อมูลแบบออนไลน์สำหรับรูปภาพ เอกสาร วิดีโอ และไฟล์อื่นๆ ที่ต้องการ เมื่อไฟล์ถูกเพิ่มใน Dropbox จะปรากฏโดยอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ( Smart Phone ) ดังนั้นคุณจะสามารถเข้าถึงรูปภาพที่ถูกอัพโหลดขึ้น Dropbox ได้จากทุกที่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลามาเริ่มต้นกันเลยครับ

รูปที่ 1

รูปที่ 1 ภาพวาดอธิบายลักษณนะการใช้งานของ Dropbox

รูปที่ 2

รูปที่ 2 หน้าต่างการเลือกซื้อพื้นที่ของ Dropbox เพิ่ม

Dropbox คืออะไร

Dropbox คือ บริการซิงก์และฝากไฟล์ข้อมูลแบบออนไลน์ สามารถเก็บไฟล์รูปแบบต่างๆ ได้ อาทิเช่น รูปภาพ เอกสาร วิดีโอ และไฟล์ในรูปแบบต่างๆ ที่ต้องการ เนื่องด้วยการเข้าถึงทำได้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนั้นเว็บไซต์ Dropbox คุณจึงสามารถเข้าถึงข้อมูลของคุณได้จากทุกที่

Dropbox ยังทำให้การแบ่งปันกับบุคคลอื่นได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นไฟล์หรือโฟลเดอร์ เพื่อให้คนอื่นหรือคนในองค์กรเข้ามาใช้งานด้วยกัน ซึ่งขนาดของพื้นที่นั้นมีทั้งฟรีและแบบเสียตังค์ให้เลือกได้ใช้งานดังแสดงในรูปที่ 2 ซึ่งหากเลือกใช้แบบฟรีก็มีพื้นที่ให้ใช้ 2GB โดยส่วนตัวผู้เขียนเองขนาดนี้ก็เพียงพอแล้ว

การใช้งานทาง Dropbox จะมีโปรแกรมติดตั้งมาให้ (ทั้งคอมพิวเตอร์และถือสมาร์ทโฟน) เมื่อผู้ใช้งานติดตั้งตัวโปรแกรมแล้ว Dropbox จะสร้างโฟลเดอร์เสมือนขึ้นมาในเครื่องของเราอันหนึ่ง ซึ่ง Dropbox ยังสามารถรองรับระบบ Windows, Mac, Linux ,iPhone, iPad และ BlackBerryซึ่งการใช้งานเมื่อต้นเพียงแค่โยนไฟล์ที่ต้องการเข้าไปไว้บนโฟลเดอร์ Dropbox จากนั้น Dropbox จะดึงไปไว้บนเซิร์ฟเวอร์โดยอัตโนมัติ ทีนี้ผู้ใช้งานจึงสามารถเข้าถึงโฟลเดอร์นี้ได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่ได้ติดตั้งโปรแกรม Dropbox ไว้ แต่ถ้าเราต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ที่อื่น ที่ไม่สะดวกติดตั้งโปรแกรมไว้ ก็สามารถเข้าถึงไฟล์โดยการเข้าใช้ไฟล์ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ได้คล้ายกับการเข้าเว็บmail ทั่วไป

รูปที่ 3

รูปที่ 3บอร์ด Raspberry Pi 2 Model B

การลง Linux และตั้งค่าให้กับ Raspberry Pi

สำหรับโครงงานนี้จะใช้บอร์ด Raspberry Pi 2 Model B ขั้นแรกจะต้องลงปฏิบัติการ Linux ให้กับบอร์ด Raspberry Pi เสียก่อน ซึ่งในโครงงานนี้จะใช้ระบบปฏิบัติการ RASPBIAN JESSIE WITH PIXEL ที่เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ https://www.raspberrypi.org/downloads/raspbian (ดังรูปที่ 4) เพื่อเตรียมสำหรับติดตั้งใน SD Card ซึ่งผู้เขียนใช้รุ่นเวอร์ชัน 2017-01-11 เนื่องจากในเวอร์ชันนี้ได้ติดตั้ง Python 2.7 และ RPi.GPIO (โมดูลสำหรับอินเตอร์เฟสกับพอร์ต GPIO ของ Raspberry Pi) มาไว้เรียบร้อยในตัวแล้ว จึงสะดวกกับงานของเราอย่างมาก

อย่างที่รู้กันดีว่าบอร์ด Raspberry Pi ไม่มีหน่วยความจำแบบแฟลชเมมโมรี่ ดังนั้นจำเป็นที่จะใช้ SD Card ภายนอก ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ SD Card นี้ก็จะเปรียบเสมือนฮาร์ดดิสก์นั่นเอง การลงระบบปฏิบัติการรวมถึงการโปรแกรมหรือข้อมูลต่างๆ จะถูกจัดเก็บไว้ใน SD Card นี้ทั้งหมด ดังนี้ความเร็วในการสื่อสารรวมถึงคุณภาพของ SD Card ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งโครงงานนี้ผู้ใช้เลือกการ์ดที่เป็น Class 10 ที่ความจุ 8GB เพื่อให้การใช้งาน Raspberry Pi มีประสิทธิภาพมากที่สุด อีกทั้งราคาขอวงการ์ด Class 10 กับ Class 4 นั้นราคาไม่ได้ต่างกันมากเท่าไรนัก

รูปที่ 4

รูปที่ 4 หน้าเว็บไซต์สำหรับดาวน์โหลดระบบปฏิบัติการ Raspbian Jessie

รูปที่ 5

รูปที่ 5 ตัวอย่างหน้าต่างโปรแกรม SD Formatter Version 4.0

รูปที่ 6

รูปที่ 6 ตัวอย่างโปรแกรม Win32 Disk Imager

รูปที่ 7

รูปที่ 7 เลือกตำแหน่งไฟล์ Image เพื่อลงระบบปฏิบัติการ Raspbian Jessie

ขั้นตอนการติดตั้ง RASPBIAN JESSIE WITH PIXEL

  1. โปรแกรม SD Formatter 4.0 ใช้สำหรับ Format Disk สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงค์ https://www.sdcard.org/downloads/formatter_4/eula_windows/

  2. โปรแกรม Win32 Disk Imager ใช้สำหรับเขียนไฟล์ระบบปฏิบัติการที่เป็นไฟล์ Image (*.img) ลงบน SD Card สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงค์ http://sourceforge.net/projects/win32diskimager/

  3. ดาวน์โหลดไฟล์ระบบปฏิบัติการ Raspbian Jessie เวอร์ชัน 2017-01-11 ที่ถูกปรับแต่งให้ใช้สำหรับบอร์ด Raspberry Pi โดยเฉพาะเป็น Linux ที่ให้ใช้งานได้ฟรี สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงค์ https://www.raspberrypi.org/downloads/raspbian/

  4. จากนั้นให้ Browse ไฟล์ Image ระบบปฏิบัติการ Raspbian Jessie เวอร์ชัน 2017-01-11-raspbian-jessie.img และเลือก Device ให้ถูกต้อง แล้วคลิกปุ่ม Write แสดงดังรูป และจะปรากฏหน้าต่างยืนยัน ให้คลิกปุ่ม Yes

  5. เมื่อเสร็จแล้วอย่างพึ่งถอด SD Card ออกจากคอมพิวเตอร์ โดยให้สร้างไฟล์ชื่อ “ssh” (ไม่มีนาสกุล) จาก Notepad แล้วใส่ลงไปใน SD Card (ดังรูปที่ 10) เพื่อให้เราสามารถเชื่อมต่อแบบ Secure Shell (ssh) ได้ เนื่องจาก Raspbian Jessie เวอร์ชันนี้ได้ต่างจากเวอร์ชันก่อน เพราะจะตัดส่วนการเชื่อมต่อผ่าน ssh ออก เพื่อความปลอดภัย ดังนั้นหากไม่สร้างไฟล์ ssh จะไม่สามารถเข้าผ่าน ssh

  6. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการลง Raspbian แล้วให้เสียบ SD Card ที่เตรียมไว้ลงในช่องซ็อกเก็ตของบอร์ด Raspberry Pi

  7. ให้เสียบสาย Ethernet จากโมเด็มเข้าบอร์ด Raspberry Pi

  8. ป้อนแหล่งจ่ายให้กับบอร์ด Raspberry Pi

รูปที่ 8

รูปที่ 8 ระหว่างการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Raspbian ลง SD Card

รูปที่ 9

รูปที่ 9 หน้าต่างแสดงเมื่อติดตั้ง Raspbian สำเร็จ

รูปที่ 10

รูปที่ 10 การเพิ่มไฟล์ ssh ลงใน SD Card

รูปที่ 11

รูปที่ 11 การเชื่อมต่อสาย Ethernet และแหล่งจ่ายบอร์ด Raspberry Pi

หลังจากที่เชื่อมต่อสาย Ethernet และจ่ายไฟให้กับ Raspberry Pi (ดังรูปที่ 11) เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็มาเตรียมโปรแกรมทางฝั่งคอมพิวเตอร์ของเรา โดยให้ติดตั้งโปรแกรม TeraTerm (สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ https://en.osdn.jp/projects/ttssh2/releases/) เพื่อไว้สำหรับใช้รีโมต Login (remote login) มายัง Raspberry Pi โดยให้คลิ๊กเปิด TeraTerm ขึ้นมาแล้วให้เติม IP Address ของบอร์ดลงที่ช่อง Host จากนั้นคลิ๊ก Open ดังรูปที่ 12

เมื่อคอมพิวเตอร์เชื่อมเข้ากับบอร์ดได้สำเร็จ ที่หน้าต่าง Login ของ TeraTerm จะถูกเปิดขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ (รูปที่ 13) ให้ผู้ใช้เติมที่ช่อง User name และ Passphrase เป็น pi และ raspberry ตามลำดับ จากนั้นคลิ๊ก OK อีกครั้ง ถ้าทุกอย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถผ่านไปยังหน้าต่าง Terminal ของ Raspbian ได้แล้ว (รูปที่ 14)

รูปที่ 12

รูปที่ 12 หน้าต่างซอฟต์แวร์ TeraTerm โดยเราจะต้องกรอก IP Address ของบอร์ด ลงที่ช่อง Host

รูปที่ 13

รูปที่ 13 หน้าต่าง Login ของซอฟต์แวร์ TeraTerm โดยให้กรอก User name และ Passphrase เป็น pi และ raspberry

รูปที่ 14

รูปที่ 14 หน้าต่าง terminal ของ Raspbian ซึ่งจะถูกเปิดขึ้นมาหลังจาก remote Login ได้แล้ว

หลังจากการ Login หากเป็นการใช้งานเป็นในครั้งแรก ก็อาจต้องใช้คำสั่ง sudo raspi-config เพื่อตั้งค่าต่างๆ ให้กับบอร์ด Raspberry Pi ตามรายการต่อไปนี้ด้วยครับ (จากรูปที่ 15 ใช้ปุ่มลูกศรขึ้นลงเพื่อเลื่อนไปยังตัวเลือกที่ต้องการ และเลือกด้วยปุ่ม Enter) สิ่งที่จำเป็นต้องตั้งค่ามีอยู่ 4 ส่วน ได้แก่

  1. Internationalisation Options > Change Timezone เพื่อตั้งค่า Timezone โดยให้เลือก Geographic area เป็น Asia และเลือก Time zone เป็น Bangkok หัวข้อที่ 4. (รูปที่ 15ข)

  2. เลือกเปิดใช้งานโมดูลกล้องหัวข้อที่ 5. (รูปที่ 15 ค)

  3. จบการตั้งค่าโดยคลิ๊กปุ่ม Finish จากเมนูหลัก (กดปุ่มลูกศรทางขวา) จากนั้นเพื่อความมั่นใจให้รีบูต (reboot) บอร์ดด้วยคำสั่ง sudo reboot

ขั้นต่อไป (remote login มายัง Raspberry Pi เข้ามาอีกรอบได้แล้ว) ให้ใช้คำสั่ง sudo rpi-update เพื่อตรวจสอบและอัพเดตเฟิร์มแวร์ของบอร์ดเป็นเวอร์ชันล่าสุด หลังจากการอัพเดต ก็จะต้อง reboot บอร์ดด้วยคำสั่ง sudo reboot ด้วยเช่นกัน

รูปที่ 15ก

(ก)

รูปที่ 15ข

(ข)

รูปที่ 15ค

(ค)

รูปที่ 15 ก) หน้าต่าง Config ข) โหมดตั้งค่า Time zone ค) เลือกเปิดใช้งานโมดูลกล้อง

รูปที่ 16

รูปที่ 16 คำสั่งสำหรับการอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

การสมัครใช้งาน Dropbox

อันดับแรก เข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.dropbox.comหลังจากที่เข้าเว็บดังกล่าว ก็จะมีหน้าตาคร่าวๆ ดังรูปที่ 17 จากนั้นให้กดที่ Log in ที่อยู่มุมบนขวาของหน้าเว็บไซต์ เมื่อขึ้นหน้าใหม่มาแล้วให้กรอกรายละเอียดต่างๆ ตามช่องที่แสดงขึ้นมา (ดังรูปที่ 18) ข้อมูลจะมี ชื่อ, นามสกุล, อีเมล์ และกำหนดรหัสผ่าน เสร็จแล้วให้คลิ๊กที่ i agree to Dropbox Terms จากนั้น ก็ Create account เพื่อสร้างบัญชีผู้ใช้งานได้เลย

หลังจากที่เราสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการดาวน์โหลดไฟล์โปรแกรม Dropbox สำหรับติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งอาจจะมีทั้งผู้ใช้งานที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows, Linux หรือ Mac os ก็ไม่ต้องห่วง เพราะเจ้า Dropbox เอง รองรับการใช้งานทั้งหมด

ขั้นตอนต่อไปทำการสร้าง app ใหม่ที่จะใช้งาน โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://www.dropbox.com/developers/apps เมื่อเข้ามาแล้วจะปรากฎหน้าต่างดังรูปที่ 18 ให้ทำการกำหนดเลือกดังรูป ในส่วนที่ 3 “Name your app” จะเป็นการตั้งชื่อ app ของท่าน ในตัวอย่างผู้เขียนกำหนดให้เป็น “Semi-Camera” ซึ่งท่านสามารถตั้งชื่อใหม่ได้ตามต้องการเสร็จแล้วกดปุ่ม “Create app” เพื่อยืนยันการสร้าง app

จากนั้นให้ทำการสร้าง Access token สำหรับติดต่อกับ app ของเรา ให้กดที่ปุ่ม “Generate” หลังจากนั้น Dropbox จะสร้าง token ขึ้นมา (ดังรูปที่ 20) ให้ผู้ใช้ทำการคัดลอกและเก็บไว้ใน Notepad เพื่อจะได้นำมาใช้ในการตั้งค่าบน Raspberry Pi

รูปที่ 17

รูปที่ 17 หน้าต่างเมื่อเข้ามาหน้าแรกของ Dropbox

รูปที่ 18

รูปที่ 18 หน้าต่าง Create account

รูปที่ 19

รูปที่ 19 หน้าต่างการสร้าง app

รูปที่ 20

รูปที่ 20 ค่า token สำหรับติดต่อกับ app ของเรา

รูปที่ 21

รูปที่ 21 คำสั่งสำหรับการติดตั้งโมดูล RPi.GPIO

รูปที่ 22

รูปที่ 22 หน้าต่างการใส่ค่า token และยืนยันการค่า token 

การติดตั้งโมดูล

โครงงานนี้จะจำเป็นจะต้องติดตั้งโมดูลสำหรับภาษา python 2 ส่วนด้วยกัน คือ โมดูลRPi.GPIO ทำให้ใช้งานขาอินพุต-เอาต์พุตแบบดิจิตอล (หรือ GPIO) ของบอร์ด Raspberry Piเนื่องจากจะต้องกำหนดใช้ขาอินพุตสำหรับเช็คสภาวะของ PIR จำนวนหนึ่งขาและอีกหนึ่งขากำหนดเป็นเอาต์พุตสำหรับขับ LED ให้กระพริบเพื่อบอกผู้ใช้ให้ทราบถึงสภาวะต่างๆ เพราะโครงงานของเราไม่มีจอแสดงผล

  • sudo apt-get install python-dev python-rpi.gpio

อีกหนึ่งโมดูลที่สำคัญ คือ โมดูล Dropbox สำหรับเชื่อมต่อกับเว็บเก็บรูปภาพของเรา ขั้นแรกให้ clone ไฟล์ที่ใช้ร่วมกับโมดูลมาไว้ใน Raspberry Pi ก่อน โดยใช้คำสั่ง

เมื่อ Run สคริป./dropbox_uploader.sh ขณะนั้นจะมีข้อความสอบถาม app key ขึ้นมา ซึ่งจะแสดงเฉพาะครั้งแรกที่มีการใช้งาน ครั้งต่อไปจะไม่ขึ้นถามอีกให้นำค่า token ที่ทำการคัดลอกไว้จากรูปที่ 20 มาใส่ เสร็จแล้วให้กดปุ่ม Enter จากนั้นให้กดปุ่ม “y” เพื่อยืนยันการตั้งค่าดังแสดงในรูปที่ 22

ขั้นตอนต่อไปให้ดาวน์โหลดโปรแกรม python ที่เขียนขึ้นสำหรับโครงงานนี้ โดยใช้คำสั่ง

รูปที่ 23

รูปที่ 23 การเชื่อมต่อ Raspberry Pi กับอุปกรณ์ภายนอก

รูปที 24

รูปที่ 24 โปรแกรมทดสอบโมดูลตรวจจับการเคลื่อนไหว

จากรูปที่ 23 เป็นการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก ซึ่งจะมีอยู่ 3 ส่วนได้แก่ กล้องสำหรับ Raspberry Pi (official Raspberry Pi Camera Module), โมดูลตรวจจับความเคลื่อนไหวและLED เมื่อเชื่อมต่อวงจรเรียบร้อยแล้ว ให้ทดสอบการทำงานของโมดูล PIR ก่อนโดยใช้คำสั่ง

  • cd home-security-system

  • sudo python Test_GPIO.py

จากรูปที่ 24 เป็นการแสดงสภาวะกตรวจจับความเคลื่อนไหว หลังจากที่ Run โปรแกรมขึ้นมาบนหน้าต่าง Terminal จะแสดงข้อความแต่ละบรรทัดแสดงสภาวะเอาต์พุตของ PIR ขณะนั้น โดยข้อความ “PIR no Detect” หมายความว่าเอาต์พุตโมดูล PIR ไม่ทำงานหรือไม่มีการบุกรุก ในทางตรงกันข้าม หากขึ้นข้อความ “PIR Detected” แสดงว่าโมดูลสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวได้ นั่นแสดงว่าโปรแกรมส่วนการตรวจจับของเราใช้งานได้ หากต้องการออกจากโปรแกรมให้กดปุ่ม CTRL+C

ขั้นตอนต่อไปให้ทดสอบการอัพโหลดรูปภาพขึ้นสู่ Dropbox ของเรา ซึ่งเบื้องต้นผู้ใช้ได้แนบไฟล์ se-edlogo.jpg ไว้ในกระเป๋า home-security-system ซึ่งท่านได้ดาวน์โหลดมาแล้วก่อนหน้านี้ ทดสอบโดยใช้คำสั่ง (ดังแสดงรูปที่ 25)

  • /home/pi/Dropbox-Uploader/dropbox_uploader.sh upload se-edlogo.jpg /

รูปที่ 25

รูปที่ 25 คำสั่งสำหรับอัพรูปภาพขึ้น Dropbox

รูปที่ 26

รูปที่ 26 ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งการอัพโหลดภาพ

ขั้นตอนต่อไปเป็นการทดสอบโปรแกรมรวมทั้งหมดด้วยคำสั่ง (ดังรูปที่ 27)

  • sudo python /home/pi/home-security-system/semi_camera.py

เมื่อโปรแกรมถูก Run ขึ้นมาแสดงว่าพร้อมใช้งานแล้ว ให้ทดสอบโดยการเดินผ่าน PIR เพื่อกระตุ้นให้โปรแกรมถ่ายภาพและอัพโหลดรูปภาพขึ้น Dropbox ซึ่งผลลัพธ์จะแสดงดังรูปที่ 28 จะสังเกตว่าชื่อไฟล์ภาพจะอยู่ในรูปแบบ “วันที่_เดือน_ปี_เวลา” ยกตัวอย่างในรูปที่ 28 จะเป็น “13_02_2017_190146” หมายความว่าภาพถูก่ายเมื่อวันที่ 13 เดือน กุมพาพันธ์ ปี 2017 เวลา 19:01:49 นั่นเอง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าชื่อไฟล์จะไม่ซ้ำกัน หลังจากที่อัพโหลดแล้ว ไฟล์ดังกล่าวที่ถูกบันทึกใน Raspberry Pi จะถูกลบออกไป เพื่อป้องกันการ์ดเต็มหากใช้ไปนานๆ นั่นเอง (ในส่วนนี้สามารถแก้ไขได้จากโปรแกรม หากท่านผู้ใช้ต้องการเก็บภาพไว้ใน Raspberry Pi ด้วย)

รูปที่ 27

รูปที่ 27 คำสั่งในการ Run โปรแกรมหลัก

รูปที่ 28

รูปที่ 28 ผลลัพธ์ในกรณีที่ตรวจพบการเคลื่อนไหว

รูปที่ 29

รูปที่ 29 คำสั่งสำหรับเปิดไฟล์ autostart

รูปที่ 30

รูปที่ 30 เพิ่มคำสั่งเพื่อให้ Run โปรแกรมหลังจากที่ boot เสร็จ

ตั้งค่าให้ Run โปรแกรมอัตโนมัติหลังเปิดเครื่อง

ในการใช้งานแน่นอนว่าท่านคงไม่ต้องการพิมพ์คำสั่ง Run ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง ดังนั้นจึงต้องกำหนดในไฟล์ autostart ที่อยู่ในพาร์ท /home/pi/.config/lxsession/LXDE-pi/autostart ซึ่งเราจะกำหนดให้ Run ไฟล์ semi_camera.py ทุกครั้งหลังจาก boot เครื่องเสร็จ โดยให้เพิ่มข้อความในบรรทัดสุดท้ายดังแสดงในรูปที่ 30

  • sudo nano /home/pi/home-security-system/semi_camera.py

เสร็จแล้วให้กดปุ่ม ‘CTRL-X’ (เพื่อเลือกปิด) จากนั้นกดปุ่ม ‘Y’ (เพื่อ ตกลง บันทึกการแก้ไข) แล้วกดปุ่ม ‘ENTER’เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการสร้าง สุดท้ายให้ปิดแล้วเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่เพื่อทดสอบว่าโครงงานของเราจะทำงานเองโดยอัตโนมัติหรือไม่

หากทุกอย่างเป็นไปตามที่กล่าวมา แสดงว่าโครงงานของเราใช้งานได้แล้ว การใช้งานจริงอาจจะไม่ใช้ในระบบกันขโมยก็ได้ โดยอาจจะนำไปใช้ตั้งเวลาถ่ายรูปแบบ Time-lapse เพื่อถ่ายงานหรือใช้ถ่ายต้นไม้ ต้นกล้าในงานเกษตรก็ย่อมทำได้เช่นเดียวกันครับ


รายการอุปกรณ์

บอร์ด Raspberry Pi เวอร์ชัน 2                                1                    ตัว

โมดูลกล้อง                                                                   1                    ตัว

โมดูล PIR                                                                   1                    ตัว

LED สีแดง 3 มม.                                                        1                    ตัว

ตัวต้านทาน 220 โอห์ม                                                1                    ตัว

สายจั๊มสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์                                   5                    เส้น

 

Leave a Comment

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>