PIR ป้องกันการบุกรุก และการงัดประตูแจ้งเตือนผ่าน Line Notify

.

.

PIR ป้องกันการบุกรุก และการงัดประตูแจ้งเตือนผ่าน Line Notify

อภิรักษ์ นามแถ่ง

Aphirak112@gmail.com

งบประมาณ 1,800 บาท

 

            การป้องกันก่อนจะเกิดเหตุร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สินนั้นย่อมเป็นเรื่องที่ดี โครงงานนี้จะช่วยแจ้งเตือนเมื่อมีคนเดินเข้ามาในจุดหวงห้าม รวมถึงสามารถกดปุ่มฉุกเฉิน ปุ่มทดสอบระบบ สภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะแจ้งเข้า Line ด้วย

            โครงงานป้องกันการบุกรุกด้วย PIR นั้นทางวารสารเราเคยตีพิมพ์มาแล้วหลายฉบับ ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นการทำงานหรือแจ้งเตือนเฉพาะพื้นที่ที่ติดตั้งเท่านั้น ซึ่งหากท่านไม่อยู่บ้านหรืออยู่ในพื้นที่จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเกิดการบุกรุก จนกว่าจะกลับเข้าพื้นที่หรือกลับบ้าน แต่ในบทความนี้ผู้เขียนได้เพิ่มฟังก์ชันการแจ้งเตือนผ่าน Line Notify จะทำให้ท่านสามารถรับรู้ได้ทันทีที่เกิดการบุกรุก เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานะการณ์ได้ทันท่วงที

            ในเวอร์ชันนี้มีฟังก์ชันการทำงานที่ไม่ซับซ้อนเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน สามารถตรวจจับการบุกรุก 2 จุด คือ ตรวจจับการเคลื่อนไหวด้วย PIR จำนวน 1 จุดและตรวจจับการเปิดประตูด้วยสวิตช์แม่เหล็กอีก 1 จุด การสั่งงานจะใช้สวิตช์ 4 ปุ่มเพื่อแยกการทำงานกันออกไป คือ เปิดระบบ (ON), ปุ่มขอความช่วยเหลือแบบฉุกเฉิน (SOS), ปุ่มทดสอบระบบ (TEST) และปุ่มปิดระบบ (OFF)

            อีกหนึ่งลักษณะการใช้งาน คือ ในกรณีผู้สูงอายุอยู่บ้านคนเดียว เครื่องนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียกเพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้องที่อยู่ระแวกบ้านได้ ในกรณีที่เกิดหกล้มหรือต้องการความช่วยเหลือก็สามารถกดปุ่ม SOS ได้เมื่อไหร่ก็ได้ (ใช้โหมดนี้ได้แม้แต่ยังไม่ได้เปิดระบบ) ซึ่งในส่วนนี้ผู้ใช้จะต้องเพิ่มเครื่องส่ง RF ที่มีขายในท้องตลาดมาใช้ในงานนี้ได้ ซึ่งจะขอกล่าวถึงในหัวข้อการปรับแต่ง

 


 คุณสมบัติ

  • มีการตรวจจับการเคลื่อนไหวด้วย PIR จำนวน 1 ตัว

  • มีสวิตช์แม่เหล็กเพื่อตรวจการเปิดประตูจำนวน 1 ตัว

  • ทุกสภาวะที่เกิดขึ้นจะส่งไปยัง Line ที่กำหนดไว้

  • มีเอาต์พุตหน้าสัมผัสรีเลย์ 2 ช่องสำหรับต่อหลอดไฟและไซเรนขนาดใหญ่เมื่อเกิดการบุกรุก

  • มีบัสเซอร์บนบอร์ดเพื่อเตือนเบื้องต้นเมื่อเกิดการบุกรุก

  • มีปุ่ม SOS เพื่อขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน

  • ตั้งค่าการทำงานด้วยสวิตช์กดติดปล่อยดับ 4 ตัว

  • หน่วงเวลา 5 นาทีก่อนเข้าระบบรักษาความปลอดภัย

  • เมื่อเกิดการ Alarm และผู้ใช้ไม่สั่งให้หยุด บัสเซอร์และเอาต์พุตไซเรนจะทำงาน 5 นาทีแล้วหยุดเองอัตโนมัติ ส่วนเอาต์พุตหลอดไฟจะทำงานต่อไปจนครบ 30 นาทีจึงจะหยุด

  • ใช้ไฟเลี้ยง 12-15 VDC


 

รูปที่ 1 ตำแหน่งขาของ PIR และหน้าที่ของ VR ทั้งสองตัวบนโมดูล

โมดูล PIR

            PIR (Passive Infrared) motion sensor หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เป็นเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่มีการแพร่รังสีอินฟราเรดออกจากร่างกาย โดยใช้การตรวจจับรังสีอินฟราเรดที่พาดผ่านตัวเซ็นเซอร์ สำหรับโมดูลนี้เป็นโมดูลตรวจจับความเคลื่อนไหวโดยใช้เซ็นเซอร์ดังกล่าว ซึ่งสามารถปรับตั้งความไวในการตอบสนองได้ โดยให้เอาต์พุตลอจิก 1 เมื่อตรวจพบความเคลื่อนไหว และสามารถตั้งเวลาในการหน่วงเอาต์พุตได้

 

รูปที่ 2 รัศมีการตรวจจับวัตถุสำหรับโมดูล PIR 

คุณสมบัติของ PIR

  • ทำงานในช่วงแรงดัน 5-20 V

  • ตั้งเวลาการหน่วงได้ประมาณ 5-200 วินาที

  • ตั้งระยะความไวในการตอบสนองต่ำสุดประมาณ 3 เมตร สูงสุด 5-7 เมตร (ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม)

  • ใช้กระแสขณะ standby ประมาณ 65 ไมโครแอมป์

  • ระยะตอบสนอง ประมาณ 5-7 เมตร โดยมีรัศมีการตอบสนองต่อวัตถุดังรูปที่ 2

 

รูปที่ 3 โฟลว์ชาร์จการทำงานของ ESP8266

รูปที่ 4 วงจรสมบูรณ์ (คลิกที่รูปเพื่อดูรูปที่ชัดเจน) 

หลักการทำงาน

            รูปที่ 4 เป็นวงจรสมบูรณ์ของโครงงานนี้ หัวใจหลักจะใช้ ESP8266 NodeMCU เป็นหัวใจสำคัญ นอกจากจะทำหน้าที่ประมวลผลเหมือนไมโครคอนโทรลเลอร์ทั่วไปแล้วยังสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ผ่านเครือข่าย WiFi ซึ่งโมดูล ESP8266 นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายรุ่น ตั้งแต่เวอร์ชันแรกที่เป็น ESP-01 จนปัจจุบันมีถึง ESP-12 แล้ว ในโครงงานของเราก็จะใช้เป็น ESP-12 ที่ฝังอยู่ใน NodeMCU

            การเขียนโค้ดจะใช้โปรแกรม Arduino IDE ที่นิยมใช้กันอย่างแพ่หลายในปัจจุบัน สามารถเขียนโปรแกรมควบคุม I/O ได้ แต่เนื่องจาก NodeMCU มีพอร์ท I/O มาให้ใช้ไม่มากนัก ผู้เขียนจึงใช้ไปซีขยายพอร์ททั้งส่วนอินพุตและเอาต์พุตมาช่วย โดยอินพุตจะรับค่าจากสวิตช์ 4 ตัว (SW1-SW4), เซนเซอร์ PIR และสวิตช์แม่เหล็ก (Magnetic Reed Switch) ถ้าเกิด Alarm จากหนึ่งใน 2 จุด ไมโครคอนโทรลเลอร์จะสั่งเอาต์พุตให้บัสเซอร์, รีเลย์ควบคุมไซเรน และรีเลย์ควบคุมหลอดไฟทำงาน แน่นอนว่าทุกสภาวะที่เกิดขึ้นจะถูกส่งไปที่ Line ด้วย

            เริ่มแรกเมื่อป้อนแรงดันให้กับวงจร ระบบจะยังไม่ทำการตรวจสอบเซนเซอร์แต่อย่างใด จนกว่าจะมีการเปิดระบบหรือกด SW1 (ON) จากผู้ใช้เสียก่อน แต่ก่อนที่จะทำการเปิดระบบป้องกันผู้บุกรุก ผู้ใช้สามารถเข้าไปยังโหมดตรวจสอบการทำงานของเอาต์พุตได้โดยการกด SW3 (TEST) เพื่อทดสอบหรืออีกวิธีหนึ่ง คือ กด SW2 (SOS) ก็สามารถทำได้เหมือนกัน

            เมื่อเข้าสู่โหมดการป้องกันผู้บุกรุก (กด SW1 (ON)) ไมโครคอนโทรลเลอร์ จะตรวจสอบการจากเซนเซอร์ทั้งสองจุด ภายหลังจากที่นับถอยหลังครบ 2 นาที เหตุผลที่ต้องหน่วงเวลาไว้ 2 นาที ก็เพราะหากให้เครื่องเข้าสู่ระบบตรวจจับทันที โดยที่ผู้ใช้ยังอยู่ภายในบริเวณบ้านอาจจะทำให้ระบบเตือนภัยทำงานนั่นเอง เมื่อเครื่องตรวจพบว่ามีการบุกรุกที่จุดใดจุดหนึ่งหรือทั้งสองจุด NodeMCU จะสั่งงานให้ระบบเข้าสู่โหมด Alarm ทันที โดยจะสั่งให้บัสเซอร์จะเปล่งเสียง พร้อมกับรีเลย์ที่เชื่อมต่อกับไซเรนและหลอดไฟทำงานทันที ในส่วนนี้หากผู้ใช้ต้องการปิดการ Alarm ก็สามารถทำได้โดยการกด SW4 (OFF) ก็จะเป็นการปิดการ Alarm แต่ถ้าในกรณีที่ผู้ใช้ไม่อยู่บ้านบัสเซอร์และไซเรนจะหยุดทำงานภายหลังจากที่เกิดการ Alarm ใน 5 นาทีแต่ในส่วนของรีเลย์จะทำงานต่อไปจนครบ 30 นาทีจึงจะหยุด

            ในส่วนของภาคแหล่งจ่ายไฟจะใช้หม้อแปลงสวิตชิ่งของ Hi-Link แปลงไฟ 220v เป็น 5V กระแส 600mA ดังนั้นท่านสามารถป้อนแรงดัน 220 VAC เข้าที่ CON3 ได้เลยโดยไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์เพิ่มอีก ทำให้วงจรมีขนาดเล็ก ไม่เกะกะเวลานำไปติดตั้ง

 

รูปที่ 5 ลายวงจรพิมพ์ขนาด 200%

รูปที่ 6 ตำแหน่งการลงอุปกรณ์ 

การประกอบ

            จากรูปที่ 6 เป็นตำแหน่งการลงอุปกรณ์ทั้งหมดของโครงงานนี้ จะสังเกตว่าลายวงจรนั้นก็มีเพียงด้านเดียวและการลงอุปกรณ์ก็ไม่ยุ่งยาก เนื่องจากอุปกรณ์มีน้อยชิ้นและส่วนมากเป็นอุปกรณ์ที่สามารถบัดกรีได้อย่างไม่ลำบากมากนัก

            แต่ถึงแม้ว่าอุปกรณ์จะไม่ยุ่งยาก แต่ถึงอย่างไรการลงอุปกรณ์ก็ควรเริ่มจากตัวที่มีความสูงน้อยที่สุดก่อน อาทิเช่น ลวดจั๊มและตัวต้านทาน เป็นต้น จากนั้นจึงไล่เรียงตามลำดับความสูงจนกระทั่งครบทุกตัว ในส่วนของ NodeMCU, IC1 และ IC2 ควรใส่ซ็อกเก็ต เพราะป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น หากลงอุปกรณ์ผิดพลาด

            การตรวจสอบแรงดันแต่ละจุดให้เทียบกับวงจรรูปที่ 4 ขั้นแรกให้ป้อนแรงดัน 220 VAC ผ่าน CON3 ขณะนั้น LED3 จะติดสว่าง จากนั้นให้นำโวลต์มิเตอร์มาวัดระหว่างขา 8 และขา 16 ของ IC1 และ IC2 ถ้าถูกต้องแรงดันที่ได้จะต้องเท่ากับ 5 โวลต์ จากนั้นให้วัดแรงดันที่จุดต่างๆ ในวงจร ถ้าหากแรงดันทุกจุดเป็นไปตามที่กล่าวไว้แสดงว่าพร้อมจะทดสอบการทำงานขั้นตอนต่อไปแล้ว

รูปที่ 7 หน้าต่าง Login ของเว็บ LINE Notify

รูปที่ 8 เลือกเมนู “หน้าของฉัน” เพื่อเข้าไปหน้าออก Token

รูปที่ 9 กดปุ่มออก Token เพื่อเข้าหน้าต่างสำหรับการออก Token

รูปที่ 10 การกรอกข้อมูลและเลือกรับการแจ้งเตือนในขั้นตอนออก Token

 

การตั้งค่า LINE Notify

                LINE Notify คือการแจ้งเตือนผ่าน LINE เป็นลูกเล่นที่ทาง LINE ทำออกมาให้เหล่านักพัฒนาอย่างเราๆ ได้สนุกสนานกัน เป็นบริการและช่องทางที่ถูกต้อง โดยสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนต่างไปยังบัญชีของเรา หรือกลุ่มต่างๆ ที่เราอยู่ ผ่านทาง API ที่ LINE ได้เตรียมไว้ให้ใช้

            การจะใช้งานได้นั้น ขั้นแรกเราต้องมี LINE Account ที่ลงทะเบียนด้วย Email แล้ว เพื่อใช้ในการสมัคร LINE Notify โดยเข้าไปสมัครได้ที่ https://notify-bot.line.me/th/ แล้วกด “เข้าสู่ระบบ” แล้ว Login บัญชี LINE ด้วย Email และรหัสผ่านดังแสดงฝนรูปที่ 7 จากนั้นให้กดลูกศรชี้ลงด้านข้างชื่อบัญชีแล้วเลือก “หน้าของฉัน” (ดังรูปที่ 8) จากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่างให้กดปุ่ม “ออก Token” ซึ่งในหน้าออก Token นี้ในช่องป้อนชื่อ Token ตัวอย่างในโครงงานนี้ผู้เขียนใช้คำว่า “Burglar Alarm” ชื่อนี้จะแสดงเมื่อมีการแจ้งเตือน ผู้ใช้สามารถใส่เป็นชื่ออื่นๆ ได้ตามต้องการ และเลือกการแจ้งเตือน

            ในโครงงานนี้ผู้เขียนต้องการให้เตือนไปยังสมาชิกในครอบครับ ดังนั้นจึงต้องสร้าง LINE กลุ่มขึ้นมา จากโทรศัพท์มือถือเสียก่อน โดยตั้งชื่อ LINE กลุ่มว่า “Burglar Alarm IoT” (แน่นอนว่าท่านสามารถตั้งเป็นชื่ออื่นได้เช่นกัน) หากท่านตั้งแล้ว เวลาค้นหาในเว็บของ LINE Notify จะพบชื่อที่ตั้งไว้ ดังรูปที่ 10 (หากไม่ขึ้นมีแสดงว่าท่านยังไม่ได้สร้าง LINE กลุ่ม หรือถ้ามร้างแล้วยังไม่ขึ้นให้ออกจากเว็บแล้วเข้ามาใหม่เพื่อรีเฟรชรายชื่อใหม่นั่นเอง)

            ขั้นตอนต่อไปให้เลือก LINE กลุ่มที่ตั้งไว้ โดยเลือกที่ “Burglar Alarm IoT” ในกรณีนี้หากมีการแจ้งเตือนเข้ามาทุกคนในไลน์กลุ่มจะได้รับทั้งหมด แต่ถ้าหากผู้อ่านต้องการเตือนแค่คนเดียวก็สามารถเลือก “รับการแจ้งเตือนแบบตัวต่อตัวจาก LINE Notify” ซึ่งจะทำให้ LINE ส่งการแจ้งเตือนมายังผู้ใช้เพียงคนเดียว จากนั้นกด “ออก Token” ดังแสดงในรูปที่ 11

 

รูปที่ 11 แสดง Token ที่ระบบออกมาให้

            เมื่อกดออก Token แล้วจะมีหน้า Token ที่ออกแสดงขึ้นมาพร้อมกับรหัส Token ให้กดคัดลอก และเก็บ Token นี้ไว้ให้ดี เพราะจะออกให้เพียงครั้งเดียว แต่หากลืม สามารถทำขั้นตอนออก Token ใหม่ได้ แต่ Token ที่ได้ก็จะเป็นรหัสชุดใหม่ เมื่อคัดลอก Token แล้วถือเป็นการเสร็จสิ้น ให้ปิดและออกจากระบบได้เลย

 

รูปที่ 12 การกำหนดชื่อและพาสเวิร์ดของเครือข่าย WiFi และ API ของ Line Notify ที่ต้องการเชื่อมต่อ

รูปที่ 13 เลือกบอร์ดเป็น NodeMCU 1.0 (ESP-12E Module)

 

โปรแกรมส่วน Arduino IDE

            ESP8266 NodeMCU เป็นโมดูล Wi-Fi ที่มีสามารถโปรแกรมการทำงานลงบนหน่วยความจำได้ ทำให้เราสามารถนำมาใช้แทนไมโครคอนโทรลเลอร์ได้เลย และมีผู้พัฒนาให้สามารถนำมาใช้ร่วมกับ Arduino IDE ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน เรียกว่าถ้าท่านเคยใช้ Arduino อยู่แล้ว ก็สามารถเขียนโปรแกรมสั่งงานควบคุมการทำงานของ ESP8266 ได้

            ซึ่งในโครงงานนี้ผู้เขียนก็จะนำเอา Arduino IDE มาใช้งานร่วมกับ ESP8266 NodeMCU เขียนโค้ดเหมือนกับ Arduino ทั่วไป ซอฟต์แวร์ส่วนนี้จะอยู่ในกระเป๋า Arduino (สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ http://electronics.se-ed.com/download) การใช้งานจะต้องทำการแก้ไขซอร์สโค้ดบางส่วนเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับ Line Notify ได้ การแก้ไขจะมีอยู่ 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนการเชื่อมต่อกับ Wi-Fi และการเชื่อมต่อกับ API Line Notify) บรรทัดที่ 3 จะเป็นชื่อและบรรทัดที่ 4 เป็นรหัสผ่านของ Wi-Fi ที่เราจะเชื่อมต่อ) ส่วนบรรทัดที่ 8 เป็น API ที่เราได้คัดลอกไว้ในขั้นตอนการออก Token (ดังแสดงในรูปที่ 12) เมื่อแก้ไขเสร็จแล้วให้ทำการแฟลชโปรแกรมให้กับ ESP8266 NodeMCU โดยให้เลือกบอร์ดเป็น NodeMCU 1.0 (ESP-12E Module) ดังรูปที่ 13

 

รูปที่ 14 พิมพ์ข้อความที่ต้องการแปลงเป็น URL Encode

รูปที่ 15 ข้อความหลังจากกดปุ่ม Encode

            เนื่องจากไมโครคอนโทรลเลอร์ไม่รองรับ UTF-8 ทำให้ไม่รองรับการพิมพ์ภาษาไทยลงไปตรงๆ หากต้องการส่งข้อความที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ต้องแปลงข้อความให้อยู่ในรูปที่เรียกว่า URL Encode ก่อน โดยใช้บริการแปลงจากเว็บ http://meyerweb.com/eric/tools/dencoder/ เมื่อเข้าไปในเว็บแล้วให้พิมพ์ข้อความที่ต้องการ (ดังรูปที่ 14) จากนั้นกดปุ่ม Encode ก็จะปรากฏข้อความที่ถูกแปลงแล้วออกมา ดังรูปที่ 15 ผู้เขียนใส่คำว่า “เกิดการบุกรุก” ลงในกล่องข้อความแล้วกดปุ่ม Encode จะเห็นว่าข้อความจะถูกแปลงไปเป็น


“%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A

%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%81”


 

            จากนั้นผู้เขียนก็คัดลอกข้อความที่ถูกแปลงนี้ไปใส่ไว้ในตัวแปร LINE_ALARM เพื่อส่งข้อความ “เกิดการบุกรุก” ไปยัง Line กำหนดไว้ นอกจากนั้นแล้วผู้เขียนยังแปลงข้อความสภาวะต่างๆ เพื่อส่งให้ผู้ใช้งานทราบว่าตอนนี้เกิดสภาวะใดอยู่ อาทิเช่น ระบบถูกเปิด, ระบบถูกปิด, เตรียมเปิดระบบ, โหมด SOS ทำงาน และ โหมด TEST ทำงาน ดังแสดงในรูปที่ 16 หลังจากแก้ไขการตั้งค่าต่างๆ เรียบร้อยแล้วให้อัพโหลดโปรแกรมไปที่ NodeMCU จากนั้นจึงเริ่มทดสอบการทำงานได้เลย

รูปที่ 16 ตัวแปรที่ใช้เก็บข้อความ URL Encode

รูปที่ 17 ข้อความที่ส่งมายังไลน์กลุ่มที่กำหนดไว้


รายการอุปกรณ์

ตัวต้านทาน 1/4 วัตต์ +/-1%

R1, R2, R3-           470                                                3                 ตัว

R4, R5, R6-           1k                                                 3                 ตัว

R7, R8, R9-           10                                                 3                 ตัว

R10-                    4.7k                                               1                 ตัว

RN1-                    ตัวต้านทานเน็ตเวิร์ค 5 ขา 4.7k                 1                 ตัว

ตัวเก็บประจุ

C1-                      100uF 16V อิเล็กทรอไลต์                       1                 ตัว

C2, C3-                0.1uF 50V โพลีเอสเตอร์                         2                 ตัว

อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ

IC1-                     SN74HC595N                                   1                 ตัว

IC2-                     SN74HC165N                                   1                 ตัว

D1, D2-                1N4001                                           2                 ตัว

LED1- LED3-          แอลอีดีสีแดง 3 มม.                               3                 ตัว

Q1, Q2, Q3-           2N4401                                           3                 ตัว

อื่นๆ

CON1-CON2-              เทอร์มินอลบล็อก 3 ขา                             2                  ตัว

CON3-                      เทอร์มินอลบล็อก 2 ขา                             1                  ตัว

CON4-                      TERMINAL for RF Control                      1                  ตัว

BZ1-                         บัสเซอร์ 5V                                         1                  ตัว

PIR1-                        โมดูล PIR                                           1                  ตัว

MAGNETIC1-              Magnetic Reed Switch                           1                  ตัว

ESP1-                       ESP8266 NodeMCU                             1                  ตัว

RY1, RY2-                  รีเลย์ 5V 1 คอนแท็กต์                             2                  ตัว

SW1- SW4-                สวิตช์กดติดปล่อยดับ                               4                  ตัว

หมายเหตุ  ซอร์สโค้ดที่ใช้งานร่วมกับโครงงานนี้สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บ http://electronics.se-ed.com/download


การทดสอบและปรับแต่ง

            ก่อนอื่นให้ถอดเซนเซอร์ PIR ออกก่อน เพราะถ้าหากทดสอบในขณะที่มีเซนเซอร์ PIR อยู่เมื่อผู้ใช้ขยับจะทำให้ระบบเข้าสู่การ Alarm ทันทีทำให้ยากต่อทดสอบการทำงาน ทำนองเดียวกันสวิตช์แม่เหล็กจะต้องอยู่ติดกัน เพื่อไม่ให้เกิดการ Alarm หลังจากนั้นให้ป้อนไฟเข้าวงจร ขณะนั้น LED3 จะติดสว่าง เพื่อบอกว่าบอร์ดของเรามีแรงดันแล้ว ขั้นตอนต่อไปให้ทดสอบการเปิดระบบป้องกันการบุกรุกโดยการกด SW1 (ON) ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที ขณะนั้นจะได้ยินเสียง “บี๊บ” 1 ครั้ง LED2 จะติดกระพริบ 1 วินาทีและดับ 1 นาทีสลับกันนาน 2 นาที ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หลังจากนั้นจะได้ยินเสียงบัสเซอร์ดังนาน 5 วินาที เพื่อบอกกับผู้ใช้ว่าระบบกำลังเข้าสู่โหมดป้องกันการบุกรุก จากนั้นให้ทดสอบการทำงานของเซนเซอร์สวิตช์แม่เหล็ก โดยให้ผู้ใช้แยกสวิตช์แม่เหล็กออกจากกัน ถ้าถูกต้องระบบจะเข้าสู่โหมด Alarm ทันทีที่ความห่างของสวิตช์แม่เหล็กถึงระยะที่แม่เหล็กไม่สามารถเหนี่ยวนำกันได้ ถ้าต้องการออกจากโหมด Alarm สามารถทำได้โดยการกด SW4

            ทดสอบการทำงานของเอาต์พุตโดยกด SW2 (SOS) จะได้ยินเสียงบัสเซอร์เปล่งเสียง “บี๊บ” 1 ครั้ง จากนั้นเอาต์พุต RY1 และ RY2 จะทำงานพร้อมกัน ซึ่งบัสเซอร์จะติด 1 วินาทีและดับ 1 วินาทีสลับกันนาน 5 นาที เหมือนกับเอาต์พุตไซเรน แต่แตกต่างกันตรงที่เอาต์พุตไซเรนจะติดค้างตลอดจนครบเวลา 5 นาที ในทำนองเดียวกันเอาต์พุตหลอดไฟจะติดค้างไว้แต่จะนาน 30 นาทีจึงจะดับไป ถ้าอยากจะหยุดการทำงานของโหมด Alarm นี้สามารถทำได้โดยกดปุ่ม SW4 (OFF) หลังจากนั้นระบบจะกลับไปเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าก่อนหน้านี้คุณจะอยู่ในโหมดใดก็ตาม

            การใช้งานระบบทดสอบโดยการกด SW3 (TEST) จะคล้ายกับโหมด SOS แต่หลังจากที่ผู้ใช้กด SW4 เพื่อหยุดการทำงาน ระบบจะกลับไปสู่โหมดเดิมก่อนหน้านี้ ยกตัวอย่างเช่น ก่อนหน้านี้ผู้ใช้เปิดระบบป้องกันการบุกรุกแล้ว หลังจากที่กด SW4 ระบบก็จะกลับเข้าสู่โหมดการป้องกันภัยเหมือนเดิม แต่ถ้าเป็นการกด SOS ระบบจะกลับไปเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะอยู่ในโหมดใด

            เมื่อได้อย่างนี้แล้วให้ใส่เซนเซอร์ PIR เข้าบอร์ดและนำสวิตช์แม่เหล็กมาไว้ติดกันเพื่อไม่ให้ทำงาน จากนั้นให้เปิดระบบป้องกันการบุกรุกโดยกด SW1 รอ 2 นาทีจนเข้าสู่โหมดป้องกันการบุกรุก หลังจากที่สิ้นเสียงบัสเซอร์ดังนาน 5 วินาทีแล้ว ให้ผู้ใช้เดินผ่านเซนเซอร์ในรัศมีที่เซนเซอร์สามารถตรวจจับได้ ถ้าถูกต้องระบบจะเข้าสู่โหมด Alarm ทันที แสดงว่าเครื่องป้องกันการบุกรุกของท่านสามารถทำงานได้แล้ว 

รูปที่ 18 ตัวอย่างเครื่องรับ-ส่ง RF 4 ช่องสำหรับสั่งงานไร้สาย 

            จากรูปที่ 18 เป็นตัวอย่างเครื่องรับส่งสัญญาณ RF จำนวน 4 ช่อง ผู้ใช้สามารถนำโครงงานประเภทนี้มาใช้ร่วมกับบอร์ดของเราได้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการควบคุมแบบไร้สายระยะไกลได้ เหมาะสำหรับท่านที่ติดตั้งบอร์ดไว้ในตำแหน่งที่ยากต่อการตั้งค่าหรือใช้งาน ซึ่งผู้เขียนได้ออกแบบ CON4 ไว้รองรับในส่วนนี้ ซึ่งผู้ใช้สามารถหาวงจรประเภทนี้มาดัดแปลงเพื่อใช้ร่วมกับวงจรนี้ได้ตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเหมือนตัวอย่างที่ผู้เขียนแนะนำไว้ก็ได้

 

            เพียงเท่านี้ท่านก็มีระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านของท่านแล้ว ซึ่งผู้เขียนก็หวังอย่างยิ่งว่าท่านจะไม่ได้ใช้งานโครงงานนี้ แต่คำที่ว่า “กันไว้ ดีกว่าแก้” ยังไงก็ดีกว่า เพราะถ้าเกิดเหตุขึ้นจริงๆ อย่างน้อยเราก็ลดหนักเป็นเบาได้ หรืออาจจะไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นเลยก็ได้

 

 

 

Leave a Comment